ยอมแพ้อย่างพระหรือชนะอย่างมาร? ความอยู่รอดของทุกศาสนาโดยอาศัย วัตถุนิยม ทุนนิยม อำนาจนิยม ยกตัวอย่าง ถ้าคริสต์ไม่มีเมืองเวนิสที่มีกองกำลังทหารที่เข้มแข็ง ไม่มีเศรษฐีชาวคริสต์คอยอุปถัมป์ ศาสนาคริสต์ที่แพ้สงครามต่อศาสนาอิสลามอย่างย่อยยับก็มีแต่ถดถอย​ โบสถ์ในชุมชนไพร่ยากไร้แถบชนบทที่สอนว่าต้องอยู่อย่างสมถะ การค้ากำไรมากเป็นบาป จะยิ่งใหญ่ได้อย่างไร ที่เป็นเช่นนั้น เพราะแพ้สงครามจึงไม่สามารถค้าขายอะไรได้ ขายของไม่ได้ก็ไม่มีงานให้ช่างฝีมือทำ งานช่างฝีมือก็ขาดการการพัฒนา ไม่สามารถสร้างบ้านสร้างเมืองที่วิจิตรได้ ชาวคริสต์ฝั่งยุโรปจะเดินทางไปแสวงบุญที่เยรูซาเลมดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ผ่านทะเลเมดิเตอเรเนียนยังไม่ได้เลย ต้องไปทางอ้อมที่ไกลกว่า ศาสนาพุทธก็ต้องอาศัยอำนาจของกษัตริย์ที่ผ่านการเข่นฆ่าแย่งชิงอำนาจมาก่อน อาศัยทุนของกษัตริย์และมหาเศรษฐีที่สำคัญในแต่ละยุคสมัยในการสร้างวัดและปกป้องพุทธศาสนา ความจริงก็เป็นอย่างนี้ แม้กระนั้นใครทำบุญก็ได้บุญ ใครทำบาปก็ได้บาป ใครทำความบริสุทธิ์ก็ได้ความบริสุทธิ์ เขาว่า ทุกศาสนาสอนให้คนเป็นคนดี จะด้วยเหตุผลใดกรรมชั่วก็มิได้ละเว้นให้แก่ใคร ภาษิตว่าไว้ แพ้เป็นพระ ชนะเป็นมาร เมื่อมารมีเต็มโลก จะยอมแพ้อย่างพระหรือจะชนะอย่างมาร? ก็เป็นทางเลือกที่ตัดสินว่าจะได้รับกรรมใดติดตัวไป

https://timeline.line.me/post/_dff3Wwtg12WjXuzl5S_v5qSmCHhqX5DuZqzQjK8/1154356326509012585

ความคิดเห็น