https://timeline.line.me/post/_dQJCTnhpdqS1ocqCuOAPS4indkaA8eZbdtqeDnI/1153294684401038400

เมื่อจักรวาลถูกทำลายด้วยไฟ การที่โลกถูกทำลายด้วยไฟนั้นเริ่มจาก จะไม่มีฝนตกเป็นเวลายาวนาน ความแห้งแล้งเริ่มปรากฏขึ้น ต้นไม้ทั้งหลายต่างเหี่ยวแห้งและตายจนหมดสิ้น ในกาลต่อมา ดวงอาทิตย์ดวงที่ ๒ ก็ปรากฏขึ้น ทำให้ขณะนั้นโลกและจักรวาลมีดวงอาทิตย์ถึง ๒ ดวง ทำให้ไม่มีกลางวัน และกลางคืน เนื่องเพราะว่าโลกถูกแสงสว่างเจิดจ้าจากดวงอาทิตย์ทั้ง ๒ ด้าน ดวงอาทิตย์ดวงที่เกิดขึ้นมาใหม่นี้ จะมีความร้อนรุนแรงกว่าดวงอาทิตย์ที่มีมาแต่เดิม ทั้งนี้เป็นเพราะ ดวงอาทิตย์ดวงที่เกิดใหม่เกิดด้วยอานุภาพกรรมของมนุษย์ ไม่มีสุริยเทพบุตรอยู่เหมือนดวงอาทิตย์ดวงแรกซึ่งไม่ได้เกิดจากแรงกรรม และด้วยความร้อนแรงที่มากขึ้นอย่างมากมาย สุริยเทพบุตรที่อาศัยอยู่ในดวงอาทิตย์ดวงเดิมนั้น ก็ไม่อาจจะอยู่ต่อไปได้ จึงเร่งทำความเพียรเจริญภาวนา เพื่อให้ได้ฌาน และหนีไปบังเกิดยังพรหมโลกชั้นสูงซึ่งเป็นภพที่อานยุภาพการทำลายไปไม่ถึง และเมื่อมีดวงอาทิตย์ปรากฏขึ้นถึง ๒ ดวง อุณหภูมิในโลกจึงทวีขึ้นอย่างมากมาย ส่งผลให้บนท้องฟ้าปราศจากเมฆและหมอก น้ำตามแหล่งน้ำต่าง ๆ เหือดแห้ง น้ำที่ยังเหลืออยู่ในโลกมีเพียงน้ำในแม่น้ำ ๕ สาย คือแม่น้ำคงคา ยมุนา อจิรวดี มหิ และสรภู เท่านั้น มนุษย์ไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ ต่างก็ล้มตายและไปบังเกิดในพรหมโลกทั้งหมด ทั้งนี้เพราะต่างก็เร่งรีบเจริญภาวนาให้ได้ฌานกัน เพราะทราบว่าภัยร้ายแรงจะมาเยือน สาเหตุที่มนุษย์ทราบว่าโลกจะถูกทำลายนั้น เนื่องจากก่อนที่โลกจะถูกทำลายแสนปี ได้มีเทวดาประเภทหนึ่ง เรียกว่า โลกพยุหเทวดา ซึ่งนุ่งห่มด้วยผ้าสีแดง จะมาป่าวประกาศให้มนุษย์ทราบว่า อีกแสนปีข้างหน้าโลกจะพินาศ ซึ่งรวมทั้งจักรวาล ตลอดจนสรรพสิ่งทั้งปวง และแม้กระทั่งภูมิของสรรค์ ทั้ง ๖ ชั้น จนถึงพรหมโลกชั้นที่ได้ปฐมฌาน และแนะนำให้ไมประมาทแล้วเร่งสร้างบุญกุศล เพื่อจะได้ไปเกิดในภูมิที่พ้นจากความพินาศนี้ หลังจากที่เทวดานั้นมาประกาศให้มนุษย์ทราบแล้ว มนุษย์จึงต่างบังเกิดความสลดสังเวชใจจึงเร่งสร้างบุญกุศล และบำเพ็ญภาวนากันจนได้ฌานสมาบัติ ตายแล้วก็ไปบังเกิดในพรหมโลก เหล่าเทวดาและพรหมก็เช่นกันต่างก็เร่งเจริญภาวนาเพื่อจะได้ไปบังเกิดในภพภูมิที่ปลอดภัย ส่วนสัตว์ในอบายภูมิทั้งหลายเมื่อพ้นจากวิบากกรรมมาเกิดเป็นมนุษย์ และทราบเรื่องที่เทวดามาประกาศ ก็เร่งสร้างบุญกุศลและเจริญภาวนาเช่นกัน คงเหลือเพียงผู้ที่มีมิจฉาทิฐิที่ไม่เร่งสร้างบุญกุศล เมื่อโลกถูกทำลายจึงไปบังเกิดในภพภูมิเดิมของจักรวาลอื่นที่ยังไมถูกทำลาย หลังจากนั้นมาอีกยาวนาน ดวงอาทิตย์ดวงที่ ๓ ก็ปรากฏขึ้น และด้วยอานุภาพความร้อนแรงที่เพิ่มขึ้น จึงทำให้น้ำที่เคยเหลืออยู่ในแม้น้ำทั้ง ๕ นั้นเหือดแห้งไปจนหมดสิ้น ต่อมาปรากฏมีดวงอาทิตย์ดวงที่ ๔ ความร้อนแรงยิ่งทวีเพิ่มขึ้น จนกระทั่งทำให้น้ำในสระใหญ่บริเวณป่าหิมพานต์ซึ่งละลายมาจากหิมะแห้งจนหมดสิ้น น้ำในมหาสมุทรของจักรวาลเริ่มแห้งลง หลังจากนั้น ดวงอาทิตย์ดวงที่ ๕ ก็บังเกิดขึ้น ถึงตรงนี้ น้ำในหมาสมุทรต่าง ๆ เหือดแห้งจนหมดสิ้น และเมื่อดวงอาทิตย์ดวงที่ ๖ ปรากฏ อานุภาพของความร้อนจึงทำให้แผ่นดินและภูเขาไม่หลงเหลือธาตุน้ำอยู่เลย จึงไม่สามารถคงสภาพเดิมไว้ได้ กลายเป็นผงฝุ่นฟุ้งไปทั่วทั้งโลก ต่อจากนั้นดวงอาทิตย์ดวงที่ ๗ ก็ปรากฏขึ้น ด้วยความร้อนแรงที่ไม่มีประมาณ ทำให้โลกธาตุทั้งแสนโกฏิจักรวาลลุกเป็นไฟขึ้นพร้อมกัน เกิดการระเบิดเสียงดังสนั่นกึกก้อง ยอดเขาพระสุเมรุอันเป็นที่ตั้งของสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา และดาวดึงส์ถอนหลุดออกจากที่ และกระจัดกระจายสูญหายไปในอากาศ โดยเปลวไฟที่เผาทำลายโลกและจักรวาลนี้ จะเริ่มที่โลกมนุษย์ก่อน จากนั้นจึงลุกลามไปยังเทวโลกทุกชั้นตามลำดับ และเลยไปถึงพรหมโลกชั้นต้น ซึ่งเป็นพรหมที่ได้ปฐมฌาน ได้แก่พรหมปาริสัชชา พรหมปุโรหิตา และมหาพรหมมา ไฟนี้จะไหม้อยู่เป็นเวลาที่ยาวนานมาก จนกระทั่งไม่มีสิ่งใดหลงเหลือไฟจึงมอดดับลงในพรหมโลกชั้นนี้ หลังจากไฟมอดดับไปแล้ว จักรวาลเหลือเพียงอากาศว่างเปล่าไม่มีสิ่งใด ๆ และมืดมิดทั่งทั้งจักรวาลเป็นเวลายาวนาน เมื่อจักรวาลถูกทำลายด้วยน้ำ การที่โลกทำลายด้วยน้ำนี้ จะไม่มีดวงอาทิตย์ปรากฏขึ้นเหมือนกับที่โลกถูกทำลายด้วยไฟ โลกยังคงมีดวงอาทิตย์เพียงดวงเดียวอย่างที่เคยเป็นมา แต่การทำลายจะเริ่มจาก จะมีเมฆที่มีฤทธิ์เป็นกรดเกิดขึ้น แล้วฝนจึงตกลงมาจากเมฆที่มีฤทธิ์เป็นกรดนั้น ทำให้กลายเป็นน้ำกรดที่มีฤทธิ์รุนแรง สามารถกัดละลายสรรพสิ่งทั้งหลายให้ละลายได้ โดยจะตกต่อเนื่องไม่มีขาดช่วงเลย แรก ๆ ก็ตกมาทีละน้อยและมีเมล็ดละเอียด แล้วจึงตกหนักขึ้นพร้อมกับขนาดของเมล็ดที่โตขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายเป็นเหมือนสายน้ำ ทำให้ระดับน้ำสูงขึ้น ๆ จนในที่สุดท่วมพื้นแผ่นดิน และภูเขา ท่วมโลกจนเต็มท้องจักรวาลทั้งแสนโกฏิจักรวาล น้ำซึ่งมีฤทธิ์เป็นกรดรุนแรงนี้ จะกัดละลายทุกสิ่งทุกอย่างจนสูญสลายไม่มีเหลือ ระดับน้ำจะสูงขึ้นไป จนท่วมสวรรค์ ชั้นต่าง ๆ ท่วมถึงพรหมโลกชั้นที่ได้ทุติยฌาน คือ พรหมปริตตาภา พรหมอัปปมาณาภา และพรหมอาภัสสรา แล้วหยุดเพียงเท่านี้ สิ่งทั้งหลายที่จมน้ำหรือถูกท่วมถึง ก็จะถุกกัดละลายจนหมดสิ้น เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างถูกกัดละลายจนไม่เหลือสิ่งใด ๆ เลย น้ำซึ่งมีฤทธิ์เป็นกรดนั้น ก็จะยุบแห้งหายไป เหลือเพียงอากาศที่ว่างเปล่าโล่งเตียนไม่หลงเหลือสิ่งใด ๆ ทั้งสิ้น ทั่วทั้งจักรวาลมืดมิดไม่มีแสงสว่างใด ๆ เมื่อจักรวาลถูกทำลายด้วยลม ในครั้งที่โลกและจักรวาลถูกทำลายด้วยลม โลกยังคงมีดวงอาทิตย์ดวงเดียวเช่นที่เคยเป็นมา แต่การทำลายด้วยลมเริ่มจากมีลมเกิดขึ้น ในช่วงแรกเป็นเพียงลมอ่อน ๆ แล้วจึงแรงขึ้นตามลำดับ จากที่พัดพาสิ่งที่มีน้ำหนักเบา ก็แรงจนสามารถทำให้สิ่งต่างพัดปลิวไปในอากาศได้ เริ่มจากที่เพียงพัดฝุ่นให้ฟุ้งตลบขึ้น เป็นพัดพาทราย กรวด และก้อนหิน และแรงขึ้นจนพัดสิ่งต่าง ๆ ที่มีขนาดใหญ่ ทั้งต้นไม้ อาคารบ้านเรือน ตลอดจนสรรพสิ่ง หลุดลอยขึ้นไปในอากาศ ด้วยความรุนแรงอย่างมหาศาล ทำให้สิ่งต่าง ๆ ที่ถูกพัดขึ้นไปแหลกละเอียดกระจัดกระจายไม่เหลือสิ่งใด ๆ เลย ต่อมาเกิดลมขึ้นใต้ผืนแผ่นดิน ความรุนแรงของลมได้พัดพลิกแผ่นดินให้หงายขึ้น และพัดปลิวขึ้นไปในอากาศ แม้แต่ภูเขา และน้ำจาแหล่งต่าง ๆ ทั้งในแม่น้ำ ทะเล และมหาสมุทร ทุกสิ่งทุกอย่างถูกพัดปลิวขึ้นสู้อากาศ และแหลกกระจุยกระจายด้วยแรงลมที่มีความรุนแรงในการฉีกทำลายมหาศาล ลมได้พัดทำลายสิ้นทั้งโลก พัดทำลายสิ่งต่าง ๆ ในจักรวาล เขาพระสุเมรุถูกพัดหลุดลอยขึ้นไปในอากาศ และแหลกละเอียดกระจัดกระจายไม่เหลือเศษ สวรรค์ชั้นต่าง ๆ จักรวาลต่าง ๆ กระทบกระแทกเข้าหากันจนแตกละเอียดเป็นผุยผง ตลอดจนถึงพรหมโลกชั้นที่ได้ตติยฌานทั้ง ๓ อันได้แก่ พรหมปริตตสุภา พรหมอัปปมาณสุภา และพรหมสุภกิณหา ได้ถูกลมพัดทำลายจนสิ้น เมื่อสิ่งทั้งต่าง ๆ ถูกทำลายจนหมดสิ้น ลมจึงสงบหายไป เหลือเพียงความเวิ้งว้างของท้องจักรวาลที่มีแต่ความว่างเปล่า โล่งเตียนไม่หลงเหลือสิ่งใด ๆ ปรากฏความมืดมิดทั่วทั้งจักรวาล

ความคิดเห็น